• 09 0648 7407
  • webmaster@rsat.info

บทความ

ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันมีโรคภัยไข้เจ็บที่น่ากลัวมากมายหลายโรคด้วยกัน โดยเฉพาะโรคติดต่อที่สามารถถ่ายทอดติดต่อถึงกันได้ระหว่างบุคคล ยิ่งเพิ่มความน่ากลัวและอันตรายมากขึ้นไปอีก หนึ่งในโรคติดต่อที่คนรู้จักความน่ากลัวของมันเป็นอย่างดี ก็คือ “โรคเอดส์” ความน่ากลัวของมันไม่ได้อยู่ที่ตัวโรค ที่ยังไม่มีตัวยาใดมารักษาให้หายขาดได้ แต่อยู่ที่หลายๆ คนยังกลัวและรังเกียจโรคนี้ ตีตราและแบ่งแยกคนที่ติดเชื้อ หรือคนที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ ทำให้หลายๆ คนไม่กล้าไปตรวจ หลายคนที่รู้ว่าติดเชื้อแล้วก็ไม่กล้าไปรักษา เลยทำให้มีการแพร่กระจายเชื้อไปไม่มีที่สิ้นสุด 

        กว่า 30 ปีที่โรคเอดส์เกิดการระบาดในประเทศไทย ที่คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วเป็นจำนวนมาก และสถานการณ์ในปัจจุบันมีอัตราผู้ติดเชื้อ HIV หน้าใหม่อยู่ในระดับที่คงที่ ปีละประมาณ 8,000 คน ถึง 10,000 คน โดยพบว่าร้อยละ 40 เป็นกลุ่มชายรักชาย อีกร้อยละ 10 เป็นกลุ่มของคนที่ติดยาเสพติด และกลุ่มของคนที่ทำงานขายบริการทางเพศทั้งหญิงและชาย นอกจากนี้ ร้อยละ 30 ก็เป็นกลุ่มที่ติดมาจากคู่สมรส แม้ว่าจะยังคงมีผู้ติดเชื้อหน้าใหม่ในทุกๆ ปี แต่แนวโน้มของผู้ป่วยเอดส์และผู้ที่เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ในปัจจุบัน กลับลดลงกว่าในอดีตที่ผ่านมามาก เนื่องจากการรักษาโรคเอดส์มีความก้าวหน้าไปมาก มียาต้านไวรัสที่ทําให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ยืนยาว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จึงทําให้มีผู้ป่วยเอดส์และผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์ลดลงกว่าอดีตมาก

 

        ศ.เกียรติคุณ นพ.ประพันธ์ ภานุภาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์สภากาชาดไทย  อธิบายว่า เอดส์ หรือ AIDS (Acquired Immune Deficiency Syndrome) เป็นกลุ่มอาการของโรค ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอดส์ (HIV) ที่จะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นแหล่งสร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ติดเชื้อโรคอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น วัณโรค ปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือเป็นมะเร็งบางชนิดได้ง่ายกว่าคนปกติ อาการจะรุนแรง และเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิต โดยในช่วงที่รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะยังไม่มีอาการป่วย เพราะร่างกายยังมีภูมิคุ้มกันที่ยังควบคุม หรือจัดการกับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายได้ เรียกว่า เป็นผู้ติดเชื้อ จนกระทั่งเมื่อภูมิคุ้มกันถูกทำลายเหลือจำนวนน้อย จนไม่สามารถจัดการกับเชื้อโรคบางชนิดได้ ก็จะเกิดอาการป่วยด้วยเชื้อโรคนั้นๆ คือ เริ่มมีภาวะภูมิบกพร่อง เรียกว่าเป็นผู้ป่วยเอดส์ ส่วนโรคที่ก่อให้เกิดอาการป่วยเนื่องจากภาวะภูมิบกพร่อง เรียกว่าโรคติดเชื้อฉวยโอกาส ส่วนใหญ่รักษาได้ และมีหลายโรคที่ป้องกันได้

        สมัยก่อน ผู้ป่วยโรคเอดส์มักจะเสียชีวิตได้ง่าย เนื่องจากยังไม่มีตัวยาที่ช่วยในการรักษา และเป็นโรคที่สังคมไม่ให้การยอมรับ อีกทั้งยังปฏิเสธผู้ป่วยโรคนี้เข้าทำงาน จึงทำให้ผู้ป่วยขาดกำลังใจและท้อแท้กับชีวิต แต่ในปัจจุบันโรคเอดส์ไม่ใช่โรคที่น่ากลัวอีกต่อไป เพราะมีการพัฒนายาในการป้องกัน รักษา และควบคุมไวรัส รวมทั้งมีการใช้ยาร่วมกัน ทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตยาวขึ้นและมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นกว่าก่อน ข้อสำคัญคือผู้ที่ติดเชื้อ HIV ควรรู้ตัวให้เร็วที่สุด โดยไปตรวจหาการติดเชื้อ จะได้เข้าสู่ระบบการรักษาได้เร็ว

 

 

 

ยาต้าน-ยาป้องกันไวรัส

        ศ.เกียรติคุณ นพ.ประพันธ์ ภานุภาค ให้รายละเอียดถึงเรื่องยาที่ใช้รักษาผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีว่า มีอยู่ด้วยกันหลายสูตร ซึ่งแต่ละสูตรก็จะมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน ในการลดปริมาณเชื้อไวรัสเอชไอวี จนมีปริมาณน้อยมาก ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย  แต่สิ่งที่แตกต่างกันของยาต้านไวรัสแต่ละสูตรหรือแต่ละยา คือ เรื่องของราคา รูปแบบการรับประทาน และเรื่องของผลข้างเคียงจากยา เช่น บางสูตรอาจจะต้องรอทานพร้อมอาหาร ต้องรอทานตอนท้องว่าง เป็นต้น

        ปัจจุบันที่ความรู้ทางการแพทย์เรื่องโรคเอดส์มีมากขึ้น ทำให้การแพทย์ทั่วโลกยอมรับและปฏิบัติเป็นหลักสากลแล้ว คือ การแนะนำให้ผู้ติดเชื้อเริ่มกินยาต้านไวรัสทันทีที่ตรวจเจอ โดยไม่ต้องรอให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำเหมือนสมัยก่อน เพราะว่าการได้รับยาต้านเร็วมากเท่าใด ผู้ติดเชื้อจะมีโอกาสมีชีวิตยืนยาวได้มากขึ้น สามารถใช้ชีวิตเหมือนกับคนที่ไม่ติดเชื้อทั่วๆ ไปได้  และไม่ส่งต่อเชื้อให้คนอื่น ยาต้านไวรัสยังสามารถนำมาใช้ป้องกันการติดเชื้อทันทีหลังสัมผัสเชื้อ หรือเรียกว่า คือ ยาเป็ป (PEP)  ที่ให้กับผู้ที่เพิ่งไปสัมผัสเชื้อมาไม่เกิน 72 ชั่วโมง เพื่อให้ยาเข้าไปต่อสู้กับเชื้อไวรัส และให้ผู้ติดเชื้อสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่จะสามารถป้องกันเอชไอวี ก่อนที่เชื้อจะแพร่ในคนนั้นๆ ดังนั้น การทานยา เป๊ป จึงจำเป็นต้องทานให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ ภายในเวลา 72 ชั่วโมง หลังจากสัมผัสเชื้อมา การทานยาหลังจากเวลาดังกล่าว หรือทิ้งไว้นานก็จะทำให้ประสิทธิภาพการรักษาไม่ได้ผล การรับประทานยา เป็ป (PEP) จะต้องทานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหนึ่งเดือน และทานยาต้านไวรัสประกอบกัน 2-3 ชนิด ซึ่งเป็นวิธีเดียวกันกับผู้มีเชื้อเอชไอวี ทว่า ยาต้านไวรัสส่วนมาก มักมีผลข้างเคียง บางรายอาจมีอาการท้องเสีย ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน และอิดโรย โดยผลข้างเคียงนี้อาจมีอาการรุนแรงในบางราย จนทำให้หนึ่งในห้าของผู้รับประทานยา หยุดยาไปก่อนที่จะทานครบกำหนด 

        นอกจากนี้ ยาต้านไวรัสยังสามารถนำมาใช้ป้องกันการติดเชื้อก่อนไปสัมผัสเชื้อหรือเรียกว่า “เพร็พ” (PrEP) ได้ เป็นการให้ยาเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ก่อนจะสัมผัสเชื้อ โดยให้ผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อ โดยเฉพาะกลุ่มชายรักชาย และกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติดกินยาเพร็พ (PrEP) ทุกวัน ไปเรื่อยๆ ตราบที่เขายังมีพฤติกรรมเสี่ยงอยู่ โดยพบว่าการที่กินยาตัวนี้กันไว้ก่อนจะสามารถป้องกันไม่ให้ติดเชื้อได้กว่า 90 % ยาเพร็พ (PrEP) จึงถือเป็นยาที่ใช้ป้องกันการติดเชื้อในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงของการติดเชื้อสูง แตกต่างจากยาต้านไวรัสที่ใช้สำหรับผู้ที่ติดเชื้อไปแล้ว ในประเทศไทยเองในส่วนของยาต้านไวรัส (PEP) มีการแจกจ่ายฟรีเฉพาะผู้ที่ถูกละเมิดทางเพศ ส่วนยาเพร็พ (PrEP) ซึ่งเป็นยาที่ใช้ป้องกันการติดเชื้อ ยังไม่มีการแจกจ่ายฟรี คือผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงของการติดเชื้อดังที่กล่าวไปแล้ว ต้องซื้อยาเอง ในราคา 650 บาท ต่อเดือน โดยทานวันละ 1 เม็ด ซึ่งสามารถติดต่อรายละเอียดเรื่องยาได้ที่คลีนิคนิรนาม ซึ่งเป็นแห่งแรกในเมืองไทยที่เปิดให้บริการ ยาเพร็พ (PrEP) อย่างเป็นระบบ และคาดว่าในต้นปี 2559 จะเริ่มมีการแจกยาเพร็พ (PrEP) ให้ฟรีกับกลุ่มชายรักชาย โดยใช้เงินกองทุนของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ที่ประชาชนบริจาคมา เพื่อจ่ายเป็นค่ายาป้องกันการติดเชื้อ สำหรับกลุ่มที่มีโอกาสในการติดเชื้อสูง แล้วก็เข้าไม่ถึงการบริการปกติ เช่น ไม่มีเงินไปซื้อยา 

        ศ.เกียรติคุณ นพ.ประพันธ์ ภานุภาค ให้ข้อมูลเสริมว่า ก่อนรับยาเพร็พ (PrEP) จะต้องมีการตรวจร่างกายก่อนว่าไม่มีเชื้ออยู่แล้ว เพราะว่าถ้ามีเชื้ออยู่ ทานยาเพร็พ ซึ่งประกอบด้วยยาต้านไวรัสเพียง 2 ตัวเท่านั้น จะทำให้ดื้อยาได้ และต้องมีการตรวจดูการทำงานของตับและไต รวมทั้งระหว่างการทานยาต้องมาติดตามตรวจ HIV ซ้ำ ทุกๆ 3 เดือน  เพราะตัวยาอาจไปมีผลข้างเคียงกับตับและไตได้ เพราะฉะนั้น ผู้ที่ทานยานอกจากจะต้องทานยาตรงเวลา ทานอย่างต่อเนื่องทุกวัน และต้องมาตรวจซ้ำตามแพทย์นัดเป็นประจำด้วย

 

ตรวจเร็ว รู้ทัน ป้องกันได้ 
        แม้ว่าปัจจุบัน ผู้ติดเชื้อเอชไอวี จะมีชีวิตยืนยาวขึ้นเพราะมียาต้านไวรัสที่ดี แต่ทางด้านจิตใจส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยจะรู้สึกสิ้นหวัง หมดกำลังใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมยังไม่ให้การยอมรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ ทำให้การใช้ชีวิตค่อนข้างลำบาก ในขณะที่ความเป็นจริงแล้วผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไป เพียงแต่ต้องรับประทานยาไปตลอดชีวิต และต้องมีวินัย คือ รับประทานยาสม่ำเสมอ ไปตรวจตามนัด และปฏิบัติตัวให้ถูกสุขลักษณะ รวมทั้งผู้ที่มีความเสี่ยง ควรเข้ารับการตรวจเลือดและการทราบผลการตรวจเลือดอย่างรวดเร็ว และทันท่วงที จะสามารถช่วยให้ผู้ที่ไม่ติดเชื้อเกิดความตระหนักในการป้องกันตนเอง ส่วนผู้ที่ติดเชื้อ เอชไอวี ก็จะป้องกันไม่ถ่ายทอดเชื้อไปให้ผู้อื่น ขณะเดียวกันการได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสภายใน 1-2 สัปดาห์หลังติดเชื้อ อาจมีโอกาสหายขาดได้

        ศ.เกียรติคุณ นพ.ประพันธ์ ภานุภาค กล่าวสรุปว่า “ถ้าเราคิดว่าเรามีโอกาสเสี่ยงที่อาจจะติดเชื้อ ก็รีบมาตรวจเสียก่อน  เพราะปัจจุบันไม่ว่าจะไปตรวจที่โรงพยาบาลของรัฐฯ ที่ใดก็ตาม เพียงยื่นบัตรประชาชนแล้วแจ้งความจำนงขอตรวจ ก็จะได้รับสิทธิในการตรวจฟรี ข้อมูลต่างๆ จะถูกเก็บในระบบคอมพิวเตอร์ และจะไม่มีใครรู้ได้ว่าเรามาตรวจโรคเอดส์ เพราะระบบการรักษาความลับนั้นดีเยี่ยม และยิ่งถ้ารีบเข้ามาตรวจเร็ว รักษาเร็ว ก็จะยิ่งมีประโยชน์ เพราะถ้าผลตรวจออกมาว่าเป็น จะได้รับยาต้านไวรัสทันที ซึ่งการทานยานั้นก็ง่าย ทานวันละ 1 ครั้ง โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าเราเป็น ซึ่งการทานยาต้านก็ไม่มีใครรู้ ถึงแม้ว่าเราจะมีประกันสังคม นายจ้างเราก็ไม่รู้ว่าเราทานยาต้านไวรัสอยู่ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าบัตรทอง หรือประกันสังคม ก็จะรักษาฟรี และเป็นความลับที่ไม่มีใครรู้นอกจากตัวเรา”

Popup Dialog Box Powered By : XYZScripts.com